[พาทัวร์ + How to ไม่เป็นตัวถ่วง] BanG Dream : Girls Band Party

     เฮ้ๆ ห่างหายไปนานกับการอัพบลอค ไม่ใช่อะไรนอกจากขี้เกียจหรอก แต่วันนี้ มีเรื่องที่อยากอัพขึ้นมาแล้ว เลยรีเทิร์นกลับมาละๆ โดยหัวข้อวันนี้คือ จะไปพาทัวร์ และแนะนำมิวสิกเกมๆนึงครับ นั่นคืออ BanG Dream :Girls Band Party นี่เองง

Photo 12-8-17 20 25 33

     เรื่องมันเริ่มจาก เราเริ่มเล่นเกมๆ นี้มาอย่างยากลำบาก 5555 เนื่องจากมันเป็นเกมที่หาไกด์ค่อนข้างยากน่ะครับ หลายคนอาจจะสงสัย ว่ากะอีแค่มิวสิกเกม มันจะไปเริ่มเล่นยากยังไง ว่ากันตรงๆ มันก็ไม่ได้เริ่มเล่นยากนะ แต่มันเริ่มต้นเล่นให้เก่งยากครับ โอเค เอาเป็นว่า เข้าเรื่่องกันเลยดีกว่า

*ฮาวทูของเราอันนี้ จะไม่ลงลึกรายละเอียดนะครับ หลายๆอย่างต้องไปลองผิดลองถูกเองก่อน เราจะพูดในจุดที่เราคิดว่ามันสำคัญ ไม่งั้นมันคงยากไปหน่อยอะ*

**โหลดโหดหน่อยนะ ใส่รูปเยอะจ้ะ**

     BanG Dream : Girls Band Party (aka Bandori, GBP แล้วแต่สะดวกแหละ แต่เราชอบเรียกว่าบังโดริ) เป็นมิวสิกเกมจากโปรเจค Girls Band ที่(เพิ่ง)เป็นอนิเมะ ในชื่อ BanG Dream นั่นล่ะครับ แต่นี่เหมือนเป็นเกมขยายจักรวาลมานั่นแหละ เพราะในเมะมีแต่วงตัวเอก (Poppin’Party) เท่านั้นเลย แต่ในเกมนี้ มีการเพิ่มวงดนตรีอื่นๆเข้ามาเพิ่มอีก 4 วง คือ Roselia, Pastel*Palettes, Afterglow และ Hello, Happy World! (วงที่มีหมี(?)ชมพูน่ะ เผื่อหลายๆคนจะลืมวงนี้ไปแล้–)

     โดยเกมนี้ก็เป็นมิวสิกเกมที่เอาเพลงออริจินอลของวงเหล่านี้มาให้เล่นนั่นแหละครับ แต่มีจุดที่ดึงดูด(เราและ)ผู้เล่นลายอนิซองได้ดีมากอยู่จุดนึง คือเรื่องเพลง cover ครับ ทั้ง 5 วงนี้ มีการทำเพลง cover พวกอนิซองดังๆทั้งหลายด้วย ตอนนี้ก็รวมๆ สิบกว่าเพลงได้แล้ว รายละเอียดตรงนี้เดี๋ยวจะแนะนำต่อไปอีกทีครับ โอเค กลับเข้าเนื้อหาหลักก่อนเลยเนอะ

     แรกสุดเราก็อยากจะพูดถึงเรื่องโหมดไลฟ์ของเกมนี้ครับ โดยหลักๆ เกมนี้จะแบ่งเป็น 2 แบบ คือ

  1. Free Live หรือก็คือโหมดเล่นคนเดียว โหมดนี้เราจะจัดวงเอง 5 คนเลย แล้วก็เล่นเองคนเดียว ถ้า LP (Life Point) ในไลฟ์หมด เพลงจะจบทันทีครับ
  2. Multi Live โหมดเด่นของเกมนี้เลย มันคือการเล่นไลฟ์กับคนอื่นๆ (หรือเพื่อนๆก็ได้ สามารถตั้งห้องหากันได้ครับ) โดยแบนด์ในโหมดนี้ จะเป็นการเอาเซนเตอร์ของวงทั้ง 5 คนที่เข้ามาเล่น มารวมกันครับ และโหมดนี้ ต่อให้ LP หมด เพลงก็จะไม่จบ แต่แต้มที่ได้ต่อการกดโน้ตจะน้อยลงเหลือประมาณ 1/3 ครับ *ปั่นอีเวนท์ให้เล่นโหมดนี้*

โดยเกมนี้จะมีจุดชี้คะแนนเหมือนเกมอื่นๆแหละครับ ทำคะแนนเยอะ ก็ได้แรงค์ตอนจบเกมเยอะ ถ้าแรงค์เยอะ ก็ได้ของเยอะ ประมาณนี้

Photo 12-8-17 20 29 52.png

  ทีนี้ เราอยากจะพูดถึง Tips ของการเล่นตรงนี้หน่อย โดยจะพูดถึงแค่ Multi Live นะครับ

  • Multi Live ไม่ใช่โหมดแข่งกันนะครับ แต่เป็นโหมดช่วยกันเล่น ไม่มีคนชนะ-คนแพ้ มีแต่คนแบก-คนถูกแบก หรือก็คือถ้าเราอ่อน เราก็เป็นตัวถ่วงคะแนนนั้นเอง–
  • เกมนี้มีความยากประมาณ4ระดับ ไล่จากง่ายไปยาก โดยเวลาเราเล่น เราสามารถเล่นระดับไหนก็ได้ จะได้สกอร์พอๆกันหมด หรือก็คือ เกมเค้าคำนวณคะแนนเป็นสัดส่วนต่อตัวโน้ตในแต่ละระดับให้แล้ว เช่น ถ้าเล่นง่ายมาก กดโน้ต1ตัว จะได้แต้ม2000 เล่นยากมากกด1ตัว ได้700 ไรงี้
  • ข้อข้างบนแปลว่าอะไร? แปลว่า ไม่ว่าจะเล่นยากมาก หรือง่ายมาก สุดท้าย คะแนนก็จะพอกัน เพราะงั้น ควรเล่นระดับที่ตัวเองเล่นไหวครับ ไม่ให้ LP หมดแล้วไปถ่วงคนอื่น สายขี้เกียจอย่างเราก็เล่นแค่ระดับยาก พอไม่ให้ตัวเองหลับ– เพราะจะกดเดือดในระดับยากสุดไป คะแนนก็เท่ากัน สู้เล่นเซฟให้จบเพลงดีกว่า
  • Multi Live เป็นอะไรที่ละเอียดอ่อนต่อผู้เล่นมาก เล่นดึกๆทีไรหาคนไม่เจอเลย = = ไม่รู้ว่าไปนอนกันหมดแล้วหรือยังไง
  • และมันก็ละเอียดอ่อนมาก หากมีอะไรเข้ามาแทรก ถ้าปัดพวกโนติเซนเตอร์ คอนโทรล์ (ปาดลง, ปาดขึ้นใน ios อะ) ขึ้นมาระหว่างอยู่ในโหมดนี้ ไม่ว่าจะหลังจากหาห้องเจอ,ก่อนเลือกเพลง ใดๆ เราจะหลุดจากห้องทันทีครับ หาใหม่นั่นเอง…
  • ระหว่างไลฟ์ก็เช่นกันนะจ๊ะ
  • โหมดนี้ Pause ไม่ได้ทุกกรณีนะ เล่นๆอยู่ เน็ตตัด โทรศัพท์เข้า หลุดสถานเดียวเลย ลูกไฟที่ใช้ก็ศูนย์หายเลยนาจา….

และสุดท้าย สิ่งที่เลวร้ายที่สุดในโหมดนี้คือ AFK Player ครับ มันคืออะไร? มันคือการกดเข้าเกมมาแล้วปล่อยมือถือไปเลยครับ ปล่อยให้ LP หมดไป แล้วให้อีก 4 คนแบกให้จบเพลง คนปล่อยก็ได้แต้มไป สบายแฮ เอาจริงๆ เราก็มองว่ามันทุเรศมากนะ แต่ตอนนี้เค้าก็เหมือนยังหาทางแก้ไม่ได้อะแหละ ต้องทำใจไปก่อน

 

    โอเค หลักๆ ก็จบเรื่องเกมเพลย์แล้ว สิ่งต่อมาที่เรามองว่าควรจะรู้คือการ ทำยังไง ไม่ให้เป็นตัวถ่วงในโหมด Multi โดยจุดแรกที่เราอยากจะพูดถึงนั้นคือ เมนูแบนด์ (バンド)  ครับ

 Photo 12-8-17 20 25 56.png

 

    โดยกดเข้าไปแล้วจะเจอเมนูต่างๆ โดยหัวข้อแบนด์เนี่ย จะร่วมทุกสิ่งอย่างที่เกี่ยวกับการจัดการแบนด์ของเราครับ ถ้าไล่ๆดู ก็คือการจัดสมาชิก การเปลี่ยนชุด การอัพเลเวล การอัพสกิลเลเวล การอัพเกรดตัวละคร รายชื่อการ์ดที่เรามี และการแลกเปลี่ยน(พวกของอีเว้นท์,ตั๋วมิเชลล์ครับ)

   โดยจุดสำคัญตรงนี้มี 2 หัวข้อคือหัวข้อ สกิล กับ การแลกเปลี่ยนครับ

Photo 12-8-17 20 28 11.png

มาที่หัวข้อสกิลก่อนครับ เกมนี้ (จนตอนนี้) มีสกิลแค่ 3 ประเภท คือ

  1. บูสต์แต้ม โดยจะบูสต์เบา,แรงตามความแรร์ของการ์ด ถ้าเป็น SSR จะบูสต์ประมาณ x2 เลย SR ก็เบาลงมาหน่อย
  2. กันแตก หรือคือการเปลี่ยนโน้ต Bad เป็น Perfect นั่นล่ะครับ
  3. ฮีล อันนี้ก็เป็นฮีลตัวLPในไลฟ์ให้นั่นแหละครับ

ในส่วนของ Tips

  •      ทั้ง 3 สกิลนี้ ดูๆแล้วก็ดูจะมีประโยชน์แหละ แต่สิ่งที่มีประโยชน์ที่สุดในการปั่นแต้มคือสกิลบูสต์แต้มครับ เพราะแรงค์ได้จากการบูสต์แต้มนั่นแหละ กันแตกอาจจะมีประโยชน์บ้าง ในแง่ของการไม่ให้หลุดคอมโบ จะได้ได้คะแนนต่อเนื่อง (เพราะถ้าหลุด แต้มโบนัสจากการทำคอมโบจะหายไปครับ) แต่ไงๆ การได้คะแนนต่อโน้ตมากขึ้นเป็นเท่าตัว ไงๆก็ดีกว่าครับ  เพราะงั้นสำหรับเรา เรามองว่า ควรตั้งลีดเดอร์เป็นตัวบูสต์แต้มเสมอ พอเข้าไปเล่น Multi จะได้ช่วยทีมได้เยอะ

ฮีลเรามองว่าไม่ค่อยจำเป็น เพราะเราก็พยายามไม่เล่นเพลงที่ยากเกินตัวนักอยู่แล้ว

  • เรื่องควรรู้อีกเรื่องคือ การแอคทีฟของสกิลในเกมนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่มนะครับ แต่จะแอคทีฟตอนเรากดโน้ตสีเหลืองในไลฟ์ แล้วใน 1 ไลฟ์ จะมีโอกาสแอคทีฟสกิลแค่ประมาณ 6 ครั้ง หรือก็คือ 5 ตัวละครของแต่ละคน คนละ 1 ครั้ง แล้วก็มีครั้งแถม 1 ครั้ง เป็นตัวซ้ำครับ
  • เพราะงั้นแล้ว ถ้าทุกตัวเป็นบูสต์หมด แต้มจะพุ่งมากๆแน่นอนครับ
  • สกิลสามารถอัพได้ โดยใช้ตั๋วสกิล ไม่ก็ตัวละครซ้ำนะครับ ยิ่งสกิลเวลเยอะ ระยะเวลาแอคทีฟจะยิ่งยาว เช่นยูกินะเรา ตอนสกิลเวล 1 จะแอคทีฟนาน 5 วิ ที่เวล 4 แอคทีฟ นาน 6.5 วิ

 

Photo 12-8-17 21 09 54Photo 12-8-17 21 10 01

เพิ่มเติม

     การ์ดทุกใบจะมีเนื้อเรื่องเสริมนะครับ (2 ปุ่มใต้รูป ที่ตอนนี้มีรูปล็อกอะนะครับ) ควรปลดให้หมดนะครับ เพราะมันจะช่วยเพิ่มแต้มการ์ดให้สูงขึ้นได้ครับ ปุ่มซ้ายปลดได้ตั้งแต่แรกเลย ปุ่มขวาปลดได้หลังจาก practice ปลดล็อกอาร์ตขั้น 2 นะ

ปล. ทั้ง 2 ปุ่มนี้ ใช้เงินและพวกเพชรสีค่อนข้างเยอะนะจ๊ะ

     ถัดมาคือส่วนของตั๋วมิเชลล์ครับ ตั๋วมิเชลล์เราจะได้จากการย่อยตัวละครซ้ำ โดยแต่ละความแรร์ก็จะได้ตั๋วมิเชลล์มาไม่เท่ากัน สิ่งที่เราอยากจะบอกก็คือ ถ้าตัวละครเราสกิลยังไม่เต็มกันหมด อย่าย่อยเอาตั๋วมิเชลล์เลยครับ มันไม่คุ้ม คือมันอาจจะมีของรางวัลล่อใจ คือตั๋วการันตี 3 ดาว แต่ใช้ตั๋วตั้ง 300 แถม 3 ดาวนี่ซ้ำได้นะครับ แถมได้ซ้ำมา เอามาย่อยอีกก็โคตรไม่คุ้มเลย เลยแนะนำว่าเอาไปอัพสกิลดีกว่า

Photo 12-8-17 20 29 43.png

      โอเค ต่อมานอกจาก มีตัวที่ดี สกิลที่ดีแล้ว สิ่งถัดมาที่ทำให้เราไม่เป็นตัวถ่วงอีกอย่างคือ การใช้ไอเทมช่วยบูสต์แต้มหลักของเราครับ โดยมีหลักๆ 4 อย่างตามนี้ครับ

  1. เครื่องดนตรี

   เครื่องดนตรีหาซื้อได้ที่ร้านขายเครื่องดนตรีครับ ใช้เงินกับพวกเจมสีซื้อ โดยที่มีทั้งหมด 25 ชิ้น (จาก 5 วง วงละ 5 คน) และทุกชิ้นมีถึงระดับ 5 ถ้าจะให้ดีต้องมีทั้งหมดนะครับ เพราะเครื่องดนตรีแต่ละชิ้น จะช่วยบูสต์แต้มให้กับการ์ดสมาชิกวง หรือก็คือ ถ้าจะบูสต์ให้ประสิทธิภาพที่สุด ทีมเรา 5 คนควรเป็นวงเดียวกันหมด และเครื่องดนตรีควรเป็นเซ็ตของวงนั้นทั้งหมด 

สิ่งที่เราเคยเข้าใจผิดคือ ตั้งเครื่องดนตรีตามการ์ด เช่น มียูกินะในวง ก็เลือกไมค์ยูกินะ มีมิเชลล๋ในวงก็เลือกโต๊ะดีเจมา แต่จริงๆ ถ้าในวงที่เราเลือกมา ไม่ใช่สมาชิกวงเดียวกันทั้งหมด ควรเลือกเครื่องดนตรีเป็นของวงที่มีสมาชิกเยอะที่สุด แล้วเลือกเป็นของวงนั้นให้หมดครับ จะทำให้ได้แต้มรวมมากที่สุด

Photo 12-8-17 20 27 10.png

 

    2. ใบปลิวและโปสเตอร์

     เป็นของที่ซื้อได้ที่ห้องซ้อมครับ อันนี้เหมือนข้อบนเลย มีไว้บูสต์แต้มการ์ด โดยบูสต์แยกเป็นวงครับ สมาชิกวงไหนในทีมเยอะ ตั้งวงนั้นเลย

Photo 12-8-17 20 26 28.png

      3. ขนม

   ซื้อตรงหน้าห้องซ้อม โดยขนมจะมีทั้งหมด 5 ประเภท แต่ละประเภทจะบูสต์แต้มของสายแต่ละสีของตัวละคร

  • ช็อกโกโครเน็ต บูสต์แต้มทุกสาย (แต่บวกน้อย)
  • สปาเก็ตตี้ บูสต์สายแดง
  • เค้กผลไม้ บูสต์สายเขียว
  • ข้าวหน้าอะไรซักอย่าง– บูสต์สายน้ำเงิน
  • มาการอง บูสต์สายส้ม

   อันนี้ก็เลือกตามสายตัวละครที่เราจัดวงไว้ได้เลย

Photo 12-8-17 20 26 55.png

      4. แลนด์มาร์ก

     ซื้อได้จากบ้านอาริสะ เราเรียกงี้เพราะมันเหมือนแลนด์มาร์กจริงอะ 55555 ดูจากรูปบนคือเราตั้งเป็นรูปปั้นมิเชลล์ไว้อยู่นั่นแหละ โดยแลนด์มาร์กก็มีแบ่งเป็นสายๆ เช่นกันครับ

  • รูปปั้นมิเชลล์ บูสต์แต้มสายส้ม
  • สระน้ำ บูสต์แต้มสายน้ำเงิน
  • บอนไซ บูสต์ทุกสาย
  • น้ำพุ บูสต์สายแดง
  • ต้นมะพร้าว บูสต์สายเขียว

    ตามที่ไล่มา พูดง่ายๆก็คือ อัพของให้หมดนั่นแหละครับ แล้วก็เลือกให้ตรงกับทีมที่เราจัดที่สุด แล้วมันจะช่วยเรื่องแต้มได้มากอยู่ ทั้งหมดทั้งมวลนี่ แนะนำให้ค่อยๆอัพไปพร้อมๆกันนะครับ เพราะมีครบไว้ ช่วยได้มากกว่าสุดไปอันใดอันนึง (ตอนอัพขึ้นเวลมันได้โบนัสเพิ่มน้อยลงนั่นแหละ) แต่มันก็มีข้อควรระวังประมาณนึงล่ะครับ ทรัพยากรเรามีจำกัดแหละ หลักๆก็ให้ระวังตามนี้ครับ

  • อัพขนม,แลนด์มาร์ก ก่อน เพราะ 2 อย่างนี้ช่วยเพิ่มตามประเภท มีผลมากกว่า เพราะปกติ เวลาเราเล่นอีเวนท์หรืออะไรก็ตาม เรามักจะจัดตามสีมากกว่าตามวงครับ (โบนัสอีเวนท์เค้าให้น้ำหนักสีมากกว่าวง 20%/10% เลยนะ )
  • แลนด์มาร์กจะอัพยากหน่อยเพราะต้องใช้ไอเทมพิเศษที่หาได้ค่อนข้างยาก ค่าอัพก็แพง
  • ส่วนอันอื่นๆ หาอัพหาไม่ได้ยากมาก แต่ต้องทนถึกเหมือนกัน เพราะทรัพยากรเกมนี้ สุดท้ายแล้ว เราก็ว่ามันหายากทุกอย่างอะ ต้องปั่นรัวๆ เล่นเยอะๆจริงๆ ถึงจะอัพทุกอย่างเต็มได้ เราก็เวลร้อยกว่า ของก็ได้แค่ตามที่เห็นเอง ฟฟฟฟฟ

 

ทีมในอุดมคติคือ วงเดียวกันหมด สายเดียวกันใหม่ ใส่เครื่องดนตรี,ใบปลิว,โปสเตอร์ของวงนั้น และใส่ขนมกับแลนด์มาร์กตรงตามสาย นั่นเอง– //พูดเหมือนง่ายมาก–

   โอเค มาถึงช่วงสุดท้ายแล้ว เราก็หมดสาระหลักของเอนทรี่นี้แล้วแหละ อย่างที่บอก เราทำอันนี้ขึ้นมาเพราะตอนเราเริ่มแรกๆก็ตันมากเหมือนกัน แล้วเกมมันก็ยังใหม่ หาอ่านหาอะไรยาก เลยรวมๆไว้ให้คนที่เพิ่งเริ่มลองมาดูได้ โดยข้อมูลพวกนี้ เราได้มาจาก Wikia ของเกม และกรุ๊ป BanG Dream! Girls Band Party – Thailand Community – ครับผม ใครที่อ่านแล้วมีอะไรอยากคุยอยากถามก็มาคุยกันได้นะ! หวังว่าบลอคนี้จะเป็นประโยชน์ครับ เจอกันใหม่คราวหน้าครับผม

 

Photo 12-8-17 20 26 34.png

ของแถม – เพลง cover ในเกมนี้ คร่าวๆครับ ทำออกมาเพราะหมดจริงนะ แล้วจริงๆมีอีกเยอะ– ( sold out หมด เพราะเราซื้อหมดแล้ว– )

 

[พาทัวร์ + How to ไม่เป็นตัวถ่วง] BanG Dream : Girls Band Party

[011] Koe no Katachi : รักไร้เสียง

     กลับมาอีกครั้งแล้นนนน คราวนี้กลับมาเป็นการรีวิวหนังใหญ่เหมือนเดิมละ ถึงจะเป็นอนิเมะแต่ก็เข้าโรงหนังใหญ่บ้านเรานะ! แน่นอนครับ ตามที่เห็นจากชื่อเอนทรี่ รอบนี้เราจะมาพูดถึงอนิเมะที่เพิ่งเข้าฉายที่ไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมาก รักไร้เสียงครับ

nnsybowb

     รักไร้เสียง หรือ Koe no Katachi หรือ A Silent Voice อีกหนังอนิเมะโรงใหญ่ที่เข้าไทยมามาด ๆ (แต่ที่ญี่ปุ่นเข้าตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้วนะ) เรียกได้ว่า เป็นอนิเมะที่ได้เข้าไทยเนื่องจากอนิสงค์ของ Kimi no na wa (Your name) นั่นล่ะครับ เนื่องจากกระแสดี คนเรียกร้องเยอะ เค้าเลยจัดมาให้

     Koe no katachi เป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตของเด็กชายม.ปลายคนนึง Ishida Shouya (CV. Irino Miyu) ที่ใช้ชีวิตแบบหลบหลีกผู้คน ไม่คบหากับใคร เพราะมีปมชีวิตสมัยประถมมาก่อน โดยคนที่มีส่วนที่ทำให้ชีวิตเค้าตอนเป็นแบบนี้ คือ สาวน้อย Nishimiya Shouko (CV. Hayami Saori) ที่เรียนด้วยกันตอนประถมนี่ล่ะ แต่เรื่องนี้มันไม่ธรรมดาตรงนี้น้องโชโกะแกเป็นใบ้นี่ล่ะ ส่วนอื่นๆ ขอไม่พูดถึงละกันครับ เนื่องจากเรายังเชื่อเหมือนเดิมว่าจะดูหนังอะไรซักเรื่อง ยิ่งรู้น้อย ๆ ยิ่งสนุก

     ตัวโปรดักชั่นของรักไร้เสียงนั้น มีสตูดิโอที่รับผิดชอบคือ Kyoto Animation หรือ Kyoani ที่ทำให้ทุกคนรู้จัก K-on, Haruhi, Free นั่นเอง ซึ่งเป็นสตูที่เราค่อนข้างมีความมั่นใจในผลงานเหมือนกัน แต่คนไม่ชอบก็เยอะนะ– ซึ่งในเรื่องนี้ เราว่าเค้าทำออกมาได้ค่อนข้างดีตามที่เราคิดนะ แต่สตูก็ดูจะเปลี่ยนแนวประมาณนึงเลย ภาพในแต่ละฉากไม่มีโมเอะมูฟเมนท์หลงเหลือแล้ว (ถ้าดู K-on จะเก็ตนะ พวกช็อตที่ทำออกมาแล้วตลค.จะดูแบ๊ว ๆ อะ–) พวกฉากความคิดตัดไปตัดมาก็พอโอเค คือออกมาโอเคแหละ หน้าตาคาร์แรคเตอร์ก็โอเค คงต้นฉบับมาดี แทบไม่มี K-on engine ให้เห็น (แต่ก็มีบ้างบางคนนะ)

     ในส่วนการเล่าเรื่อง เนื่องจากตัวออริจินอลของเรื่อง เป็นมังงะยาว 7 เล่ม แต่ทำเป็นอนิเมะมูฟวี่แค่ 2 ชม. เลยทำให้ทำมาทั้งหมดไม่ได้แหละ ซึ่งมันก็แอบยากเหมือนกัน เพราะ 7 เล่มของมังงะเรื่องนี้ ค่อนข้างจะเข้มและมีจุดสำคัญเยอะ แต่ อนิเมะเรื่องนี้ทำได้ดีมากนะ ดึงส่วนสำคัญออกมาได้ดี ลำดับเรื่องได้โอเค เข้าใจง่าย แต่มีจุดอ่อนตรงที่ออริจินอลของเรื่องแหละ เพราะมังงะมันเป็นเรื่องชีวิต เลยทำให้เล่าเรื่องเรื่อยๆ มีจุดพีคบ้าง (แต่ถ้าวัดเป็นกราฟก็ไม่ถือว่าสูงเด่นอะไร) ซึ่งอย่างที่เราบอก ว่าอนิเมะดึงช่วงสำคัญออกมาได้ดี แต่เพราะดึงช่วงสำคัญมาได้ดีเนี่ยแหละ เลยกลายเป็นว่า ช่วงที่ในมังงะมันพีค ลงมาให้อนิเมะมันเลยไม่ค่อยพีค (เพราะดึงช่วงที่มันพีคๆในมังงะมาใส่แทบหมด) เลยทำให้มีความรู้สึกว่าหนังมันยืดยาว และช้าบ้าง ถ้าไม่ใช่คนดูดราม่า อาจจะเบื่อได้ ถึงหนังจะมีมุกตลกแทรกอยู่บ้างเรื่อย ๆ ก็ตามที

     สำหรับเนื้อเรื่อง ก่อนอื่นอยากจะบอกเลยว่า ระเด็นหลักของเรื่องนี้ ไม่ใช่รักวัยรุ่นใสๆ แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับวัยรุ่นที่มีปมชีวิต เน้นไปที่เรื่องของการ Bully ขอให้เข้าใจตรงนี้ก่อนจะไปดูเลยครับ โดนในจุด ๆ นี้ เราว่าประเด็นของเรื่อง ทำออกมาได้ชัดเจน ตรงจุดมากอยู่ ด้านตัวละครก็ทำได้ค่อนข้างละเอียด แต่ละคนคาร์ชัดเจน (มีดีบ้าง น่ารำคาญบ้างตามประสามนุษย์) มีเรื่อง (ดราม่า) เป็นของตัวเอง และมีพัฒนาการให้เห็น การผูกเรื่องของตัวละครเข้าด้วยกันก็ทำได้ดี ซึ่งตรงนี้เราว่าก็เด่นมาตั้งแต่ในมังงะแล้ว เลยไม่มีอะไรต้องติตรงนี้เท่าไหร่ ถึงจะมีบางจุดที่งง ๆ บ้าง และมีบ้างที่บทไม่ค่อยทั่วถึงทุกคน แต่ส่วนตัว เราว่าแบ่งได้ดีมากแล้วล่ะ

     สำหรับเราแล้ว นี่เป็นอีก 1 สุดยอดผลงานของวงการเลยแหละ มันออกมาครบถ้วนดีมาก เข้าถึงอารมณ์ (มีน้ำตาไหลอยู่เรื่อย ๆ นะ) และยังเข้าถึงได้ง่ายด้วย ไหน ๆ ก็มีอนิเมะดี ๆ แบบนี้เข้ามาถึงโรงแล้ว ก็ไปดูกันหน่อยเถิด สายดราม่าชีวิตทั้งหลาย ไม่ผิดหวังแหละ ๆ

คะแนน 9/10 (มีจุดบกพร่องนิดหน่อย + เรื่องอืด นอกนั้นดีมาก , ดีกว่า Kimi no na wa มากกกกกกก)

     สุดท้ายนี้ ก็ขอบคุณเหมือนเคยนะครับ สำหรับคนที่อ่านมาจนจบ แล้วนี่ก็เป็นเพียงมุมมองของเราเท่านั้นนะ จะชอบไม่ชอบยังไง แนะนำให้ไปลองกันเองจะดีที่สุดครับผม ไว้เจอกันใหม่ครั้งหน้าน่ออ

[011] Koe no Katachi : รักไร้เสียง

[010] 3-Gatsu no Lion

     ไม่ได้อัพซะนานเลย จริงๆคือเริ่มหมดแรงกับการอัพหนังทุกเรื่องนั้นเอง 5555 เดี๋ยวจากนี้คงอัพเฉพาะเรื่องที่พีคๆ มีแรงจะอัพแหละนะ

    ส่วนเรื่องของวันนี้ จากหัวข้อแล้ว วันนี้จะหลบมาทางอนิเมะบ้างล่ะ โดนเรื่องที่เราจะพูดถึงในเอนทรี่นี้ก็คือ 3(san)-Gatsu no Lion หรือ March come in like a Lion

c8335a6568e5bc1a94b24616902bc84d1475356625_full

     อนิเมะเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ฉายเมื่อช่วง ใบไม้ร่วง2016 ลากยาวถึง ตอนนี้ ผลิตโดยสตูดิโอสุดอาร์ตที่มีเอกลักษณ์ (กล้องวิ่งหลายมุม, เอียงคอ, ภาพขยุกขยิก) อย่าง Shaft โดยประกาศมาว่าจะมีทั้งหมด 22 ตอน

     3-Gatsu no Lion เริ่มจากการเป็นมังงะ ของ อ. Umino Chica ผู้วาด Honey&Clover โดยในเรื่องนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับหนุ่มน้อย ที่เป็นโปรโชงิ (หมากรุกญี่ปุ่น) ชื่อ Kiriyama Rei ที่อาศัย, ใช้ชีวิตอยู่คนเดียว โดยที่ต้องทั้งเรียน และทำงาน (เป็นโปร) ในเวลาเดียวกัน ซ้ำยังมีเรื่องปัญหาชีวิตมากมายถาโถม โดยที่มีแก๊งค์ 3 สาว พี่น้อง Kawamoto ค่อยดูแล,ให้กำลังใจอยู่ไม่ห่าง

     เอาจริงๆ ก็ไม่น่าเล่าอะไรมากหรอก เพราะเดี๋ยวจะสปอยเอา– ว่ากันตรงๆแล้ว เรื่องนี้ก็เกี่ยวกับชีวิตของเรย์เนี่ยแหละ ว่าวันๆเค้าต้องรับมือกับอะไรบ้าง ปัญหาชีวิตเค้าเป็นไง โดยที่มี 3 พี่น้อง เข้ามาช่วยให้ชีวิตของเค้าได้รู้จักคำว่าครอบครัวมากขึ้นนั่นล่ะ ตัวอนิเมะจะมุ่งเน้นเป็นที่ตัวเรย์ เล่าเรื่องผ่านเรย์ และความคิดของเรย์ (ถ้านึกไม่ออกก็นึกถึง Bakemonogatari ที่มีเสียงในหัวตัวเอกพล่ามเยอะๆแหละ–)

     งานด้านภาพ เราค่อนข้างถูกใจกับสไตล์ชาร์ฟอยู่แล้ว มันดูเท่ ดูดี ไม่น่าเบื่อดี แล้วเราก็ว่าเค้าไม่ได้เผาไรด้วยนะ มันออกมาดีอะ เอาจริงๆเราก็ไม่ค่อยเจอชาร์ฟเผามาซักพักใหญ่ๆแล้วแหละ นอกนั้นยังมีซีนที่ใส่เอฟเฟคแล้วออกมาเวิร์ก (ฮา) เยอะแยะไปหมดเลยอีก เพราะงั้นคนที่ห่วงเรื่องนี้ก็ไว้ใจได้ คาร์ดีไซน์ก็อย่างที่บอกไว้ ว่าออริจินอลเป็นของผู้วาด Honey&Clover หน้าตามันก็แนวเดียวกันแบบเป๊ะๆเลยแหละ ซึ่งเราก็มองว่าน่ารักดีแหละ

     ในด้านมุมมองของเรา เราค่อนข้างชอบอนิเมะเรื่องนี้นะ เป็นอนิเมะที่มีเรื่องหวานขมปนกันไป ทั้งเหงา ทั้งอบอุ่นในเวลาเดียวกัน และเรื่องบทก็ไม่ดูฟูมฟาย พยายามจนเกินไป มันดูเป็นชีวิตจริงดี แม้ตัวเอกอาจจะงึกๆงักๆตามประสาเด็กเก็บตัว แต่ก็ไม่น่ารำคาญอะ 55555

     ด้านนักพากย์ พ่อหนุ่มเรย์ CV.Kawanishi Kengo อาจจะผลงานไม่เยอะ แต่ก็เป็นพระเอกกันดั้มคนล่าสุด จอมโหด มิคาซึกิ ใน Iron Blooded Orphans นั่นเอง พี่น้อง 3 ใบเถา Akari, Hina, Momo 2คนแรกก็เป็นเบอร์ใหญ่ อย่าง Kayano Ai (Inori จาก GC , Menma จาก AnoHana) และ Hanazawa Kana (คนนี้อย่าปล่อยให้ไล่ชื่อเลย–) ส่วนเพลงประกอบ op-ed แรกก็ได้ BUMP of CHICKEN มาดูให้ทั้ง 2 เพลงเลย (op Answer ที่เพิ่งปล่อยมาช่วงปลายปีที่แล้ว และ ed Fighter ที่ปล่อยมาช่วยปี 2014) เรียกได้ว่า จัดเต็มเลยทีเดียว

     ทั้งนี้ทั้งนั้น 3-Gatsu no Lion ยังฉายไม่จบนะ ณ ตอนที่เราเขียนนี่ ออกมา 17/22 ตอนล่ะ ใครที่ยังลังเลอยู่ เราแนะนำนะ ว่าถ้าชอบแนวชีวิต เน้นเรื่องความเป็นไปและพัฒนาการของตัวละคร ขำๆปนนิดหน่อย ก็ไม่น่าพลาดหรอก ส่วนเรื่องโชงิ ถ้าสังเกต จะไม่ค่อยเห็นเราพูดถึง ก็นะ จริงๆเราว่า โชงิในเรื่องนี้เป็นแค่ส่วนประกอบ ไม่ใช่ประเด็นหรอก (ไม่มีการโฟกัสการแข่งยาวๆเหมือนโกะในฮิคารุ) จะฟิลๆเหมือน อนิเมะเกี่ยวกับชีวิตที่เกี่ยวกับโชงิมากกว่าแหละ

     สุดท้ายแล้ว นี่ก็เป็นแค่การแชร์สิ่งที่เราได้รับชมมาแหละนะ จะชอบหรือไม่ก็แล้วแต่คน ถ้าชอบเหมือนกัน ก็เอามาแชร์กันได้นะ เราเขียนเอนทรี่นี้ขึ้นมา เพราะ ตอนแรกเราก็ลังเลว่าจะดูดีมั้ย พอดูแล้วก็เลยเอามาแชร์ให้ฟังกันแหละ ว่ามันเป็นยังไง ตรงแนวมั้ย จะได้ไปลองดูกัน จนตรงนี้ก็ขอขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านกันจนจบนะครับ ไว้เอนทรี่หน้าเจอกันใหม่ครับบบ

[010] 3-Gatsu no Lion

[009] Hateful Eight : 8 คนเดือดที่กระท่อมกลางหิมะ

     เฮ ช่วงนี้มาเรื่อยๆเลย เนื่องจากเอาเวลาว่างมานั่งดูหนังนี่เอง– เลยมีเรื่องให้เขียนถึงอีกแล้ว สำหรับวันนี้ เป็นหนังค้างปีที่เราไม่ได้ดูซักที พอมีโอกาสว่างดูเลยขอหยิบมาดูเลย เรื่องที่เราพูดถึงอยู่คือ Hateful Eight

mv5bmja1mtc1ntg5nv5bml5banbnxkftztgwotm2mdeznze-_v1_uy1200_cr9006301200_al_

     Eightful Eight เป็นผลงานเรื่องที่ 8 ของผู้กำกับ Quentin Tarantino ผู้กำกับงานสายฮาร์ดคอร์ ชอบเสียดสีที่สร้างผลงานเจ๋งๆไว้มากมายอย่าง Pulp Fiction, Kill Bill หรือ Django Unchained เอาเป็นว่า งานส่วนใหญ่่เค้าจะออกแนวจิกกัด ฮาร์ดคอร์แหละนะ

     สำหรับ Hateful Eight เป็นเรื่องเกี่ยวกับ John Ruth (Kurt Russell) กำลังเดินทางไปที่ Red Rock เพื่อพาอาชญากรที่มีค่าหัว Daisy Domergue (Jennifer Jason Leigh) ไปขึ้นฆ่าหัวและแขวนคอ โดยระหว่างทาง เค้าได้พบกับ Marquis Warren (Samuel L. Jackson) ที่จะพาศพของอาชญากรไปขึ้นเงินรางวัลเช่นกัน จึงขอติดรถม้าไปด้วย แต่กว่าจะไปถึง Red Rock ได้ ทั้ง 2 จำเป็นต้องไปพักที่ ร้านตัดเสื้อของมินนี่ ก่อน เพราะพายุหิมะ จึงต้องเผชิญหน้ากับคนมากหน้าหลายตาที่นั่นอีก 5 คน จนเกิดเป็นเรื่องรา่วขึ้นมา

     ตัวเนื้อเรื่องนั้น หลักๆ ก็พุ่งเป้าไปที่การเดินทางพาตัว เดซี่ ไปส่งเนี่ยล่ะ โดยมีตัวหลักคือ รูธ และ วอร์เรน ตัวเนื้อเรื่องคงพูดอะไรมากไม่ได้ เพราะเดี๋ยวสปอย 5555 แต่สำหรับเรา มันออกมาดีนะ สมจริงสมจัง มีการคิด วางแผน ง่ายๆว่า ตัวละครโง่ๆไม่ค่อยมี แถมเรื่องตรรกะต่างๆก็มาสมจริง แบบที่ทำให้เราคิดได้ ว่าถ้าเราอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น เราก็คงทำแบบนั้นเหมือนกัน รวมๆตรงนี้ เราไม่มีติดใจอะไรเลย นอกนั้นแล้ว ก็ยังมีแทรกพวกบทสนทนาที่ออกแนวกวนๆ ดูแล้วพอขำๆอยู่เรื่อยๆอีกด้วย ทำให้การดำเนินเรื่องไม่น่าเบื่อ แล้วก็ลุ้นได้ ในจังหวะลุ้นต่างๆ

     ตัวรายละเอียดของหนัง อาจจะไม่มีอะไรมา แค่ร้านตัดเสื้อ (ที่ฟิลเหมือนร้านกาแฟ) กลางหิมะ คอสตูมที่ใส่ชุดกันหนาวกันอย่างจัดเต็ม ในธีมของยุคคาวบอย เอาจริงๆ เหมือนจะธรรมดา แต่สำหรับเรามันออกมาเท่มากอยู่นะ ส่วนพวกฉากตูมตามต่างๆ (ยิงปืนนั่นแหละ) แม้เรื่องนี้จะไม่ได้ยิงกันแหลกลาน แต่ก็ทำได้เละเทะไม่เปลี่ยน ตามสไตล์ทารันทิโน่แหละนะ

     สำหรับเรา Hateful Eight เป็นหนังที่สนุก มันทั้งจริงจังและตลกไปพร้อมๆกัน คาร์แรคเตอร์แต่ละตัวก็โดดเด่นมาก บันเทิงเนื้อเรื่องได้ตลอดๆ แต่ก็ไม่มั่วซั่ว ดำเนินเรื่องได้ดีไม่น่าเบื่อ แล้วยังมีการพลิกหลอกคนดูอีก มันเป็นหนังที่ดี สมกับการชิงรางวัล (เมื่อครั้งก่อน) จริงๆ

คะแนน : 10/10 (ไม่มีจะติอะ ชอบมาก น่าเสียดายที่ไม่ได้ดูในโรง)

     10 คะแนนเราไม่ค่อยงกอยู่แล้วนะ แต่ก็ต้องชอบมากอยู่แหละ ไม่งั้นคงให้ไม่ได้เหมือนกัน 55555 ใครที่ดูแล้วชอบๆเหมือนกันก็เอามาแชร์ๆกันได้นะ ถึงมันจะเก่าแล้ว แต่หนังดีก็ยังเป็นหนังดีเสมอแหละ (เกี่ยวมั้–) ไงก็ขอบคุณที่อ่านมาจนจบครับบ

[009] Hateful Eight : 8 คนเดือดที่กระท่อมกลางหิมะ

[008] the LEGO Batman movie

     ห่างหายไปซักพักนึงเลย ในที่สุดก็กลับมาอัพต่อแล้วล่ะครับ เพราะวันนี้เพิ่งได้ไปดูมาพอดีด้วยล่ะ เลยถือโอกาสอัพเลย ก่อนจะขี้เกียจไปมากกว่านี้–

     จริงๆ วันนี้เรากำลังเล็งหนังไว้ 2 เรื่อง คือ Split กับ Tomorrow I’ll date with yesterday’s you แต่พอเข้าไปเช็กรอบ ดันเจอว่าเรื่องนี้ก็เข้าแล้ว ด้วยความที่เล็งจะดูอยู่แล้ว แถมอาทิตย์หน้าก็ติดไปที่อื่น ทำให้อาจจะไม่ได้มาดูหนัง เราเลยเลือกเรื่องนี้ก่อนเลย– หนังเรื่องที่ว่าก็คือ the LEGO Batman movie นี่ล่ะ

lego-batman-movie-celebrity-voice-cameos-spoilers-229761

     LEGO Batman นี่ เป็นหนังที่เรานับว่า เป็นซีรี่ส์เดียวกับ LEGO Movie ที่ฉายเมื่อปีก่อนแหละนะ แต่จริงๆ หนังมันไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลยนะ 5555 ตอนแรกๆที่เห็นตัวอย่าง ก็สนใจแล้วแหละ เพราะตอนLEGO movie เราชอบค่อนข้างมากเลย แถมเราก็ค่อนข้างชอบแบทแมนเป็นทุนแล้วด้วย หนังเรื่องนี้เลยเป็นเป้าหมายหลักๆของเราไป

     โดนตัวเนื้อเรื่องของหนังเรื่องนี้ ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวแบทแมนนี่ล่ะ ที่คอยสอดส่องดูแลกอทแธมตลอดเวลา แต่ก็มีการเล่าเรื่องในอีกมุมนึง ก็คือเรื่องเกี่ยวกับชีวิตของแบทแมนในเวลาที่ไม่ได้ปฏิบัติภารกิจแหละนะ แต่มันก็ไม่ได้ธรรมดาๆแบบนั้นหรอก อันนี้เราว่าเล่าเยอะไปก็สปอยเปล่าๆ แนะนำให้ลองไปดูเอาเอง อีกอย่างคือ ไม่จำเป็นต้องรู้จักแบทแมนเท่าไหร่ ก็เข้าใจเนื้อเรื่องได้นะ เหมือนเค้าเปิดมาเป็นภาคแรก วาง,แนะนำตัวละครในรูปแบบใหม่ๆ(ของจักรวาลนี้)แทบหมดเลย ไม่งงหรอกๆ

     ในส่วนของภาพ สำหรับเราแล้ว การเป็นเลโก้นี่ แอบจะดูเป็นการทำให้มันน่าสนใจกว่าอนิเมชั่นซีรี่ส์ทั่วๆไปของ DC อีกนะ มันดูมีอะไรมากกว่า มูฟเมนท์ทำได้ดูดี พวกฉากต่างๆก็เหมือนกัน เราคิดว่า น่าจะทำเป็น Stop-motion ผสมๆกับ CG แหละนะ ซึ่ง คนที่ดู LEGO movie ไปแล้ว ก็คงเข้าใจที่เราพูดแหละนะ มันเหมือนกับตอนนั้นเลยแหละ

     เนื้อเรื่องนั่น สำหรับเรา บอกได้เลยว่า มันครบมาก ทั้งดรามา ตลก มีฉากลุ้นๆ ตื่นเต้นมาด้วย (ทั้งๆที่เป็นเลโก้–) และอีกจุดเด่นนึงของหนังเรื่องนี้คือ หนังเรื่องนี้ เป็นหนังที่โคตรจะขี้แซะเลย ถึงเราจะบอกไปตอนต้นก็เถอะ ว่าไม่ได้ดูแบทแมนมาก่อนก็เข้าใจเรื่องได้ แต่พวกมุกเนี่ย จำเป็นต้องมีความรู้แบทแมนอยู่นะ แล้วมันจะขำลั่นเลยแหละ 5555555 หนังเรื่องนี้ มันแซะทุกอย่างที่ขวางหน้าอย่างจริงจังเลยนะ ทั้งตัวเอง คู่แข่ง เรื่องทั่วๆไป ฯลฯ ทั้งนี้ทั้งนั้น เลยเหมือนว่าเราต้องรู้เรื่องพวกๆนี้เพื่อจะขำไปกับมันเนี่ยแหละ แต่ก็ไม่ได้ลงละเอียดอะไรมากนะ มีรู้ไว้นิดๆหน่อยๆก็ดูสนุกแล้ว

      สำหรับเรา LEGO Batman movie มันดีจริงนะ ถ้านับเป็นหมวดหนังฮีโร่ นี่ก็ดีกว่าหนัง DC แทบทุกเรื่องตั้งแต่เริ่มเปิดจักรวาลมาเลยล่– อยากให้ไปดูกันเยอะๆจริงๆ มันบันเทิงมากๆ 55555

คะแนน : 9/10 (ดูเหอะ คุ้มค่ามากๆแล้ว)

     ก็นั่นล่ะฮะ อยากให้ไปลองดูกันนะๆ แล้วมาเม้าท์กันได้ๆ มันดี มันสนุก บันเทิงครบรสมากๆ เราว่า มันเป็นหนังที่เข้าถึงคนที่ชอบแบทแมน ทุกเพศทุกวัยได้ง่ายๆจริง

[008] the LEGO Batman movie

[007] Review : Arrival – ภาษาศาสาตร์กับต่างดาว

     โอ๊สส เนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมาดูหนังไปถึง 2 เรื่อง เอนทรี่มันก็เลยฝุดรัวๆอย่างงี้แหละ 55555 สำหรับเอนทรี่นี้ ก็เป็นหนังอีกเรื่องนึงที่เราเล็งมาจากคำวิจารณ์ของต่างประเทศแหละนะ หนังเรื่องนั้นก็คือ Arrival

arrival-poster-russia

Arrival (ชื่อไทย ผู้มาเยือน) เป็นเรื่องเกี่ยวกับวัตถุปริศนาที่จู่ๆก็ปรากฏขึ้นมาทั่วโลก ลักษณะวัตถุก็หน้าตาแบบในโปสเตอร์เนี่ยแหละ โดยการมาครั้งนี้ ก็ทำให้ชาวโลกแตกตื่นกัน ว่าสิ่งนี้ มาทำไม มาเพื่ออะไร จึงมีการระดมตัวคนที่(น่าจะ)มีความรู้ในด้านต่างๆที่น่าจะทำให้เข้าใจ,รู้จักมนุษย์ต่างดาวได้ โดยดร.ลูอิส แบงค์ส (Amy Adam) ก็ได้ถูกเรียกตัวมาด้วย เนื่องจากเธอเป็นนักภาษาศาสตร์ ที่เชี่ยวชาญในภาษาต่างๆในโลก รวมทั้งดร. เอียน ดอนเนลลี่ (Jeremy Renner) ที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ ก็ถูกนำตัวมาศึกษา ทำความเข้าใจวัตถุนี้เช่นกัน

    รายละเอียดอื่นๆเราจะไม่พูดถึงมากละกัน เดี๋ยวจะสปอย ฟฟฟ มาพูดถึงตัวหนังก่อน หนังเรื่องนี้ ก็เป็นหนังสไตล์เล่าเรื่อง ที่ดำเนินเรื่องโดยตัวนางเอกนี่ล่ะ ออกจะเป็นแนว นางเอกเป็นคนยึดกล้องเลยแหละ ในแง่ของการเล่าเรื่อง ก็เล่าเรื่องของนางเอก สลับกับเหตุการณ์ในเรื่องนั่นล่ะ โดยเราจะรู้เรื่องพอๆกับนางเอก สืบ,ทำความรู้จักกับต่างดาวไปเรื่อยๆ เรื่องฉาก สถานที่ต่างๆ มันก็ยึดความเป็นจริงนี่ล่ะ มีที่ไม่จริงนิดนึงก็แค่ที่วัตถุประหลาดนั่นแหละ ส่วนตัว หนังก็มีสถานที่อยู่ไม่กี่ที่ ความอลังการงานสร้าง ก็มาจากยานที่อยู่ในสถานที่จริงต่างๆนั่นล่ะ เรื่องเทคนิคต่างๆ หนังเรื่องนี้ไม่ได้หวือหวานัก เหมือนจะเน้นไปที่การเล่าเรื่องเลยนั่นแหละ เราว่า

     ในส่วนของนักแสดง สำหรับเราก็ไม่ได้ประทับใจอะไรพิเศษแหละมั้ง การแสดงของพระ-นางทั้ง 2 ก็ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ แต่จะเด่นไปทางเอมี่มากกว่า มีซีนแสดงอารมณ์,สีหน้าเยอะกว่า คนอื่นเค้า (เพราะเรื่องมันดำเนินด้วยนางเอกนี่แหละ) แต่โดยรวมแล้ว สำหรับเรา เราก็ยังนับว่าอยู่ในระดับธรรมดาแหละ

     ด้านของเนื้อเรื่อง เราค่อนข้างจะชอบนะ หนังไม่ได้เฉลยอะไรง่ายๆ ค่อยๆเป็น ค่อยๆไป ในแบบที่ว่า “ถ้ามีเอเลียนมาจริงๆ วิธีการมันคงจะเป็นแบบนี้นี่แหละ” หนังค่อนข้างมีความเรียลมาก ดูน่าเชื่อ ไม่โม้เท่าไหร่นัก แต่อย่างที่บอก หนังเรื่องนี้ เน้นน้ำหนักไปในเรื่องการภาษาและการสื่อสารมาก ไม่ว่าจะในเชิงการพูด การเขียน ดูแล้วมันก็เจ๋งดีนะ รู้หลักการอะไรพวกนี้ขึ้น แล้วมันก็ดูน่าเชื่อสมจริงดี (อีกนั่นแหละ)

     โดยรวม เราค่อนข้างชอบหนังเรื่องนี้นะ แต่ถ้าง่วงๆก็ อาจจะเกือบหลับได้ มันไม่ได้บันเทิงมาก แต่เป็นหนังที่ดูแล้วรู้สึก”อยากรู้ว่าจะเกิดอะไรต่อไป” “ไอ้นี่มันเกือบจากอะไร” ประมาณนี้มากกว่า และอีกจุดที่อยากจะบอกก็คือ หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังบู๊ ถึงจะมีเอเลี่ยน แต่เป็นหนังคุยนะจ๊ะ อย่าไปคาดหวังผิดจุดล่ะๆ

คะแนน : 7/10 (มันดีแหละ แต่ยังไม่ใช่แนวที่เราชอบที่สุด ถ้าชอบแนวนี้คงถูกใจมาก)

     ก็อย่างทุกทีแหละ แนะนำให้ไปลองกันเองแหละ แต่จนตอนนี้น่าจะหารอบยากนิดนึงละ แต่เราก็เห็นสกอร์ดี คนชอบเยอะอยู่ไม่น้อยเลย ใครชอบไม่ชอบ ถูกใจยังก็มาแชร์กันได้ล่ะๆ  ไงก็ขอบคุณที่อ่านกันจนจบครับบ เจอกันโอกาสหน้าครับ

[007] Review : Arrival – ภาษาศาสาตร์กับต่างดาว

[oo6] Review : La La Land ความรักและความฝัน

     หนึ่งในหนังที่เราเล็งไว้มานานแสนนาน ว่าจะรีบไปดูทันทีที่เข้าโรง (จริงๆเราไปดูมาตั้งแต่วันเสาร์ที่ 14 ที่ผ่านมาแล้วล่ะ) เพราะเป็นผลงานของ Damien Chazelle ที่เคยฝากผลงานที่สร้างความประทับใจจนเป็นหนังขึ้นหิ้งสำหรับเรา อย่าง Whiplash มาแล้ว แถมตอนเรื่องนี้เข้าที่ตปท. ก็ได้ยินคำวิจารณ์ด้านบวกมาอย่างมากมายเลย เราก็เซ็ตไว้เป็น Must watch ประจำสัปดาห์ที่ผ่านมาน่ะล่ะ

     la-la-land-reviews

     เข้าเรื่องกันเลยแล้วกัน La La Land เป็นเรื่องเกี่ยวกับ มีอา สาวที่ดรอปเรียนมาตามหาความฝันการเป็นนักแสดง โดยการไล่ออดิชั่นทั่วราชอาณาจักร โดยเธอได้มาป๊ะกับ เซบาสเตียน หนุ่มนักเปียโนตกอับ ผู้หลงใหลในดนตรี Jazz ผู้มีความฝันที่จะฟื้นความนิยมของ Jazz … จริงๆเนื้อเรื่องหลักๆ ก็คือการมาพบเจอ และชีวิตของตัวเอก 2 คนเนี่ยล่ะ

     ในส่วนของเนื้อเรื่องนั้น La La Land เล่าเรื่องตามประสาหนังทั่วไปล่ะ แต่สิ่งที่พิเศษคือ Setting ของหนังเรื่องนี้ อยู่ในลักษณะคล้ายๆกับละครเวที การวิ่งของกล้องในแต่ละที จะได้ความรู้สึกเหมือนกล้องวิ่งไปตามฉากบนเวทีละครก็ว่าได้ การจัดวางต่างๆในแต่ละฉาก รวมทั้งสิ่งของต่างๆ ถูกถ่ายทอดออกมาในลักษณะนั้น แถมยังมีการร้องเพลงมาเสริม หรือแม้แต่มี Long take มาเสริมอีก สรุปแล้ว มันก็คือหนังละครเวทีดีๆเนี่ยล่ะ

แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้พิเศษ (สำหรับเรา) คือ งานภาพ และการลำดับแต่ละฉาก มันทำออกมาได้ละเมียดละไม ดูสวย ดูเคลียร์มาก แม้แต่การร้องเพลงโชว์ขึ้นมาก็ไม่ทำให้ดูขัดจังหวะการดำเนินเรื่องเลย (แถมฉากตัดก่อนเข้าเพลงก็ทำออกมาถูกใจเราเลย) ซ้ำแล้วเพลงก็ยังดีงาม เป็น Jazz (ที่เราคิดว่า) Chazelle โปรดปรานมากๆ ตั้งแต่ตอน Whiplashแล้วด้วย *มีช็อตเอาใจคนเคยดู Whiplashด้วยน– เรียกได้ว่า ใส่มาครบทุกอย่างจริงๆ

     ด้านการแสดง สาวมีอา (รับบทโดย Emma Stone ขวัญใจเร–) สำหรับเรา นางดูเป็นคนล้นๆ โอเวอร์แอคติ้งๆน่ะล่ะ ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่ามีอาเป็นงั้น หรือจริงๆแล้วเอมมาเป็นงั้นกันแน่– เอาจริงๆ เราก็ไม่ได้ชอบการแสดงของเอมมาเป็นพิเศษนะ แต่เรื่องนี้เค้าก็ปล่อยพลังเต็มที่นั่นแหละ

ทางด้านพระเอก เซบานเตียน (โดย Ryan Gosling) คนนี้ทำให้เราประทับใจได้มากกว่า ในแง่ของบทบาทนะ เซปเป็นตัวละครที่ดูเป็นหนุ่มเจ้าสำราณ ขี้เล่น ตลก แต่ก็ดูคูลมากๆในหลายๆที ซึ่งแม้การแสดงของ ไรอัน เราก็ว่ามันออกมาดีนะ ไม่ล้น ไม่ดูพยายาม เป็นธรรมชาติมาก โดยเฉพาะรอยยิ้มตอนท้ายเรื่อง สำหรับเรา ช็อตนั้นคือ… ไม่ต้องพูดอะไรแล้วอะ รอยยิ้มนั้นอธิบายความรู้สึกได้หมดแล้ว

   ในแง่ของเนื้อเรื่อง ดูไปแรกๆ มันก็เหมือนหนังเล่าเรื่องทั่วไป แต่จริงๆแล้วมันก็มีอะไรอยู่นะ แต่ละจังหวะที่มีเรื่องเกิดขึ้น การตัดสินใจของตัวละคร คาร์ของแต่ละตัวละคร เราว่า มันถูกเขียนขึ้นมาได้อย่างลื่นไหล และดูไม่มีจุดผิดพลาดในการตัดสินใจใดๆเท่าไหร่เลย (ในแง่ของความคิดของตัวละครนะ) พูดง่ายๆคือ แทบไม่มีอะไรขัดใจเราในส่วนของเนื้อเรื่องเลยแหละ มันจริงๆมากๆ แล้วเราก็รู้สึกว่า เอ้อ เรื่องแบบนี้มันเกิดได้ทั่วไปเลยอะ มันอาจจะเกิดขึ้นกับเราก็ได้เหมือนกัน

     หลังจากที่เราดูจบ ก็มานั่งนึกทบทวนในแต่ละจุดของหนังเรื่องนี้แหละ ซึ่งเราก็มองว่า หนังเรื่องนี้ ให้อะไรกับเรามาอยู่นะ เรื่องของการตัดสินใจทำอะไรซักอย่างเพื่อความฝัน หรืออนาคตของเรา ความทุ่มเทในสิ่งที่ชอบ แต่ที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้บกพร่องเลยคือ ด้านของความบันเทิง 2ชม.กว่าๆนี่ ผ่านไปเร็วมากนะสำหรับเรา จากทุกองค์ประกอบที่ว่ามา ก็ไม่มีอะไรมาแย้งความคิดเราได้เลย ว่าเราชอบหนังเรื่องนี้มากๆไปแล้ว

     สำหรับ La La Land มันยังคงเป็น Must watch สำหรับทุกคนนะ เราว่า น่าจะยกเว้นแค่คนไม่ชอบดูหนังชีวิต, หนังเพลง นอกนั้นแนะนำมากๆจริงๆ อยากให้ทุกคนได้ดูกัน แล้วก็จำชื่อ Damien Chazelle ไว้ จากนี้ไป เราว่า เค้าจะกลายเป็นสุดยอดผู้กำกับคนนึงในวงการแน่ๆ

คะแนน : 10/10 (จะเสียใจมากถ้าไม่ได้ดูในโรง)

     ไงก็ตาม เราก็อยากให้ลองไปดูไปโดนกันเองแหละนะ เพราะไงๆแต่ละคนก็คงชอบไม่เหมือนกันแหละ แต่ใครดูแล้วก็มาแชร์กันได้ๆ แค่จะบอกว่าเราชอบมากๆนั่นแหละ 5555

     สำหรับเอนทรี่นี้ ขอบคุณมากๆครับ ไว้เจอกันใหม่จ้า

[oo6] Review : La La Land ความรักและความฝัน